ใครอยากทำ content ในเพจ "ให้ปังกว่าเดิม" โพสต์นี้ห้ามพลาดครับ

in
ใครอยากทำ content ในเพจ "ให้ปังกว่าเดิม" โพสต์นี้ห้ามพลาดครับ

วันนี้ผมจะมาอธิบายวิธีการแบ่งประเภทของ Content รูปแบบหนึ่งให้ลองอ่านกัน ซึ่งเราเรียกกันว่า “Topical Content และ Evergreen Content” รับรองครับว่า…เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบ มันจะช่วยให้คุณวางแผนในการนำเสนอ content ของคุณได้ดีขึ้น และง่ายขึ้นอย่างแน่นอนครับ “ไม่ได้โม้”

เอาล่ะก่อนอื่นเลย เรามาเริ่มจากทำความรู้จักกันก่อนครับว่าไอ้เจ้า Topical Content และ Evergreen Content มันคืออะไร?

Topical Content คืออะไร?

Topical Content คือ content ที่เกี่ยวกับสิ่งที่คนสนใจ สิ่งที่เป็นกระแส สิ่งที่เป็นการพัฒนา หรือการเปลี่ยนแปลงในขณะเวลานั้นๆ เช่น ข่าว เทรนด์ใหม่ ฟีเจอร์ใหม่ๆ เป็นต้น ตัวอย่าง topical content ที่ผมเคยทำไว้ เช่น

Facebook Audience Network คืออะไร?
https://www.facebook.com/maxideastudio/posts/1692731964088564:0

Ad Breaks สื่อโฆษณารูปแบบใหม่ของ Facebook Live!!!
https://www.facebook.com/maxideastudio/posts/1610913042270457:0

"ข้อดี" ของ content ประเภทนี้คือ

มันดึงดูดคนได้มากในระยะเวลาหนึ่ง เพราะเรื่องอยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว ซึ่งมันจะทำได้ค่อนข้างง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องใช้เทคนิคหรือการวิเคราะห์อะไรมาก

ส่วน "ข้อเสีย" ก็คือ มันมี "วันหมดอายุ" ครับ

อะไรก็ตามที่เป็นฤดูกาล เป็นข่าว เป็นการอัพเดท เมื่อเวลาผ่านไป ความน่าสนใจของมันก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนหมดอายุไป ยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับ เช่น ในปี 2018 คุณคงไม่มานั่งอ่าน “อัพเดท 5 เทรนด์ใหม่ในการทำ Content Marketing ในปี 2016” อย่างแน่นอน ทั้งๆที่ในบทความนั้นอาจมีสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคุณอยู่ก็ได้ แต่คนมักจะเลือกข้ามมันไป เพียงเพราะหัวข้อมันบ่งบอกว่ามันตกเทรนด์ไปแล้ว

ทำยังให้ topical content ของคุณเวิร์คมากขึ้น???
1. ต้องเร็ว

เมื่อมันเป็นการอัพเดท เป็นข่าว เป็นเทรนด์ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ความเร็วในการออก content จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับ content ของคุณ ถ้าเราทำเร็วกว่าคู่แข่ง โอกาสที่จะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายก่อนก็จะมีมากขึ้นครับ

2. ต้องถูกต้อง

การนำเสนอข่าวที่ดีต้องถูกต้อง และไม่บิดเบือนเนื้อหาจากต้นทางครับ ผมแนะนำให้พยายามหา source จากแหล่งที่เป็นเจ้าของข่าวเลย เช่น หากคุณอยากอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ของ facebook ก็ลองหาข่าวหรือบทความที่ทาง facebook เป็นผู้เผยแพร่มาแชร์หรือใช้เป็นที่อ้างอิงจะดีที่สุด เพราะเวลาที่เสพย์ข่าวจากแหล่งที่แชร์ต่อๆกันมา โอกาสที่เนื้อหาข่าวจะบิดเบือนนั้นมีค่อนข้างมากครับ

3. ต้องเพิ่มคุณค่า

เมื่อมันเป็นข่าวใหม่ แน่นอนว่าใครๆในวงการเดียวกันกับคุณก็จะพยายามนำเสนอสิ่งที่ใกล้เคียงกัน ในเวลาไล่เลี่ยกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะทำให้คุณโดดเด่นต่างจากคนอื่นคือ คุณต้องใส่คุณค่าให้กับมันครับ อาจจะเป็นการสรุปประเด็น หรือทำเป็น infographic ให้เข้าใจง่าย หรือการใส่ความเห็นที่เป็นประโยชน์ลงไป เช่น ให้ความเห็นว่าฟีเจอร์ใหม่นี้มันเวิร์คจริงรึเปล่าในความคิดของคุณ เป็นต้น

ซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่าข้อ 3 สำคัญที่สุดสำหรับการทำ content ประเภทนี้ครับ เพราะการรายงานข่าว หรืออัพเดทอะไรสักอย่าง มันจะมีค่าและสามารถสร้างผู้ติดตามให้กับคุณได้ ก็ต่อเมื่อคุณ “ต่าง” จากคนอื่น บางทีคุณอาจจะออก content ช้ากว่าคนอื่นนิดหน่อย แต่สิ่งที่คุณทำมันตกผลึกมาแล้ว วิเคราะห์มาแล้ว ผมว่ามันเจ๋งกว่าการรายงานข่าวทื่อๆเป็นไหนๆ (ยกเว้นในกรณีที่คุณเป็นสำนักข่าว ความเร็วอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ)

Evergreen Content คืออะไร??

อธิบายง่ายๆ ก็คือ content ที่ “ไม่เสื่อมค่า” ไปตามเวลาครับ ส่วนใหญ่จะเป็น content ที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายแบบข้ามกาลเวลา เช่น How to, Guide, FAQ เป็นต้น ตัวอย่าง Evergreen Content ที่ผมเคยทำไว้ เช่น

5 สกิลพื้นฐาน ที่จะทำให้คุณลงโฆษณา Facebook Ads ได้คุ้มขึ้นแบบเห็นผลทันที!!
https://www.facebook.com/maxideastudio/videos/1598943863467375/

6 Mindset ที่ต้องมี ในการสร้าง content
https://www.facebook.com/maxideastudio/posts/1517739808254448

"ข้อดี" ของ content ประเภทนี้คือ

ถ้าคุณทำ content ที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย มีคุณภาพ มีประโยชน์ และมีการใช้ keyword ที่เหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ content ของคุณจะขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆในการค้นหาบน search engine ครับ และแน่นอนว่ามันก็จะเพิ่ม traffic ให้กับเพจหรือเว็บไซต์ของคุณด้วย ที่สำคัญการที่คุณทำ Evergreen Content ได้อย่างมีคุณภาพ จะเป็นการเพิ่มเครดิตให้กับตัวคุณและแบรนด์ของคุณในฐานะผู้มีประสบการณ์และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าของเรามากขึ้นด้วยครับ

"ข้อเสีย" ของ content ประเภทนี้คือ

มันทำค่อนข้างยาก และใช้เวลานานครับ คุณต้องค้นคว้าและทำการบ้านเยอะมาก กว่าจะได้มาซึ่ง Evergreen Content ดีๆ สักอัน และกว่าจะเห็นผลลัพธ์ในการเข้าถึงก็ต้องใช้เวลา ซึ่งมันอาจจะไม่ฟู่ฟ่าเท่า Topical Content ในตอนต้นๆ ครับ

ทำยังให้ Evergreen Content ของคุณเวิร์คมากขึ้น???
1. ต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี

คุณต้องชัวร์มากๆ ว่าคนเสพย์ content ของคุณเป็นใคร? อยากรู้อะไร? และมีปัญหาเรื่องอะไร? คุณถึงจะรู้ว่าคุณควรทำ content เกี่ยวกับอะไร และสื่อสารแบบไหน ถึงจะโดนใจเค้ามากที่สุด

2. ต้องเฉพาะเจาะจง ลงลึก ถูกต้อง และมีประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมาย

Content ของคุณจะเจ๋งก็ต่อเมื่อมันให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติจริงๆ แก่กลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่การให้ความรู้ทั่วไป แต่ต้องเจาะจง และลงลึกครับ

3. ต้องอ่านง่าย

ธรรมชาติของ Evergreen Content คือ มันมักจะยาว คุณต้องแน่ใจว่าคุณเผยแพร่มันใน format ที่อ่านง่าย แบ่งเป็นหัวข้อ เป็นย่อหน้า ที่เอื้อต่อการจับประเด็นและทำความเข้าใจ

4. ต้องเข้าใจง่าย

เวลาทดสอบความเข้าใจ เทคนิคนึงที่ผมชอบแนะนำคือ คุณต้องพยายามเขียนให้คน 2กลุ่มอ่านครับ คนกลุ่มแรก คือ “คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง” ให้เค้าอ่านเพื่อเช็คว่า content เข้าใจง่ายหรือไม่? และคนกลุ่มที่สอง คือ “คนที่มีความเชี่ยวชาญ” เพื่อเช็คความเข้าใจอีกครั้ง ซึ่งมันก็คือการตรวจทานความถูกต้องของ content ไปในตัวครับ

5. ต้องกลับมา revised อยู่เสมอ

จริงอยู่ที่ content ประเภทนี้มักไม่เสื่อมค่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง อาจมีผลกับเนื้อหา คุณต้องไม่ละเลยที่จะกลับมาเช็กความถูกต้องและอัพเดทมันอยู่เสมอนะครับ

Content แบบไหน น่าทำมากกว่ากัน?

คำถามนี้ผมว่า คำตอบมันขึ้นอยู่กับว่า เป้าหมายในการทำ content ของคุณคืออะไรครับ? ถ้าคุณเป็น สำนักข่าว เป้าหมายในการทำ content คือ ต้องนำเสนอข่าวแก่กลุ่มเป้าหมายให้เร็วกว่าคู่แข่ง ทำให้ content ที่คุณต้องทำและ focus คือ Topical Content แต่สำหรับธุรกิจทั่วไป ที่มีเป้าหมายในการทำ content เพื่อสร้างประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมาย และมุ่งหวังให้กลุ่มเป้าหมายกลายมาเป็นลูกค้านั้น การทำ Evergreen และ Topical Content ผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจครับ

ซึ่งคุณคงจะเห็นแล้วว่า Evergreen Content จะก่อให้เกิดผลบวกในระยะยาวแก่ธุรกิจมากกว่า แต่คุณก็ยังควรทำ Topical Content เพื่อคอยอัพเดทข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมายครับ โดยสัดส่วนที่เหมาะสมของ Evergreen และ Topical content นั้นไม่มีมาตรฐานที่ตายตัว และแตกต่างกันไปตามแต่ธุรกิจ อาจจะเป็น 4:1 หรือ 3:1 ก็ได้ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าธุรกิจควรเน้นการสร้าง Evergreen Content ที่มีคุณภาพยืนพื้นไว้ก่อน และคอยอัพเดทข่าวสารอยู่เสมอ โดย “คัดกรอง” ข่าวที่มีความน่าสนใจ รวมถึงเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มเป้าหมาย มานำเสนอเป็น Topical Content ครับ

Tip ที่ผมอยากเพิ่มเติมคือ ถ้าเป็นไปได้ พยายามใส่ลิ้งค์ของ Evergreen Content ที่เกี่ยวเนื่องเข้าไปใน Topical Content ของคุณด้วยนะครับ มันจะช่วยเพิ่ม Traffic ไปยัง Evergreen Content ของคุณอีกช่องทางหนึ่ง

สุดท้ายผมหวังว่าหลังจากอ่านจบ คุณคงจะเข้าใจการทำ Content ทั้งสองประเภทนี้ได้ดีขึ้น และเลือกใช้มันในสัดส่วนที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณนะครับ

มีประโยชน์ฝากช่วยแชร์ด้วยนะครับ #MaxideaStudio

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email

ประชาสัมพันธ์

สำหรับท่านใดที่อ่านบทความนี้แล้ว สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการทำโฆษณา Facebook Ads ต้องการพัฒนาความสามารถในการใช้โฆษณาเฟสบุคเพื่อเพิ่มยอดขาย และ สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ทางเรามีคลาสสอนทำโฆษณาเฟสบุ๊ค  “แบบกรุ๊ปขนาดเล็ก” เนื้อหาอัดแน่นตลอด 2 วันเต็ม

รอบการสอนถัดไป

•   วันพุธ-พฤหัส ที่ 11-12 มีนาคม 2563
•   เรียนกลุ่มละ 20 คน (เหลือ 3 ที่นั่ง)
•   สถานที่เรียน : Maxidea Co-Playing Space (ซอยลาดพร้าว 71)