7 เสน่ห์ของการ LIVE "ที่ช่วยให้แบรนด์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า”

in
7 เสน่ห์ของการ LIVE "ที่ช่วยให้แบรนด์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า”

ปัจจุบัน Facebook LIVE ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการทำการตลาดอย่างแพร่หลาย และในบางกรณีการ Live ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้หลายๆแบรนด์ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำ Personal Branding

วันนี้ผมจึงอยากมาคุยถึงเสน่ห์ของการ LIVE ว่ามันดียังไง มันเจ๋งยังไง และทำไมมันถึงกลายเป็นกลยุทธ์ที่ใครๆก็บอกว่า must have

#1 LIVE เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two-Way Communication)

สิ่งที่โดดเด่นมากของการ LIVE คือ ผู้ส่งสารและผู้รับสาร สามารถแสดงความรู้สึกหรือพูดคุยโต้ตอบกันได้แบบเรียลไทม์

ผู้ชม LIVE สงสัยอะไร ก็สามารถถามได้ทันที ในขณะที่ แบรนด์เองก็สามารถตอบได้ทันทีเช่นกัน

แตกต่างจากคอนเทนต์ประเภทอื่นที่มักเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว หรือ ถึงจะเป็นการสื่อสารแบบ2ทางได้ ก็มักจะต้องใช้ระยะเวลาในการโต้ตอบนานพอสมควร

#2 LIVE มีความ Real สูง

“ความสมจริง” ไม่ผ่านการคัท การตัดต่อ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ LIVE ได้รับความนิยมอย่างมาก

ในสภาพแวดล้อมที่หน้าฟีดเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่ผ่านการแต่งองค์ทรงเครื่องกันเต็มเหนี่ยว ทำให้คนเริ่มอยากดูอะไรที่ไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยมาก เช่น

คนอยากรู้ว่าเจ้าของแบรนด์ที่เห็นในโพสต์ทุกวัน จริงๆแล้วเป็นคนยังไง? สวยจริงมั้ย? พูดจาแบบไหน? ใช้ชีวิตแบบไหน? ตรงกับภาพที่เคยรับรู้รึเปล่า?

คนอยากเห็นสินค้าถูกทดลองให้เห็นกันจะๆ ไม่ผ่านการตัดต่อว่ามันดีจริงอย่างที่แบรนด์บอกไว้มั้ย? ซึ่งในหลายๆครั้งกับสินค้า และบริการบางประเภท คนก็อยากดูภาพเบื้องหลังการทำงาน หรือเบื้องหลังการผลิต เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ เป็นต้น

#3 LIVE สร้างความสัมพันธ์ในระดับบุคคลได้เป็นอย่างดี

ด้วยความที่ LIVE มันมีความสมจริง มีความสดใหม่ รวมถึงสามารถโต้ตอบกันได้นี้เอง

ทำให้มันเป็นวิธีการสื่อสารที่มีความเป็น “มนุษย์” มากกว่า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคนตัวเป็นๆ มากกว่า และสร้างความเชื่อมโยงทางความรู้สึกในระดับบุคคลได้ดีกว่า

ลองคิดดูว่า คุณจะรู้สึกปลื้มปริ่มแค่ไหน ถ้าคุณได้คุยโต้ตอบกับเจ้าของแบรนด์คนเก่งที่คุณชื่นชอบ หรือจะดีแค่ไหน ถ้าเค้าใส่ใจกับปัญหาหรือความรู้สึกของคุณ (เช่นคุณพิมพ์ถามอะไรสักอย่างไปใน Live แล้วเค้าตอบคุณกลับมาทันที)

นั่นจึงทำให้บางครั้งการปฎิสัมพันธ์ทางตรงใน LIVE เพียงไม่กี่วินาที อาจสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ได้ดีกว่าคอนเทนต์เป็นโหลๆซะอีกครับ

#4 LIVE ดึงความสนใจและกระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดี

มีการศึกษาพบว่า “คนดู LIVE นานกว่าดู VDO ทั่วไปถึง 3 เท่า”

ถ้าถามถึงสาเหตุตามความเห็นของผม ผมว่านอกเหนือจากความน่าดึงดูดของตัวคอนเทนต์เองแล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะคอนเทนต์ประเภทนี้สร้าง Fear of missing out (FOMO) ให้กับผู้รับสาร

คือ คนเรามีความ “กลัวพลาด” อยู่เสมอครับ ซึ่ง LIVE ที่มีความเรียลไทม์จะกระตุ้นความกลัวนี้ให้เพิ่มขึ้นอีก เช่น

– กลัวว่าถ้าไม่ดูจะตกข่าว
– กลัวว่าถ้ากดออกจาก LIVE แล้วจะพลาดอะไรไป
– กลัวว่าจะไม่ได้ร่วมอยู่ในโมเม้นต์สำคัญๆ (ที่อาจจะมาตอนไหนก็ไม่รู้ระหว่างการไลฟ์)

ความกลัวเหล่านี้ เป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนดู LIVE นานกว่า VDO ทั่วไป

นอกจากนี้ สถิติยังค้นพบอีกว่า LIVE สร้าง comment ได้มากกว่า VDO ทั่วไปถึง 10 เท่า

ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะคนที่ comment รู้ว่า ความเห็นของเค้ามีโอกาสได้รับการตอบสนองทันที ไม่ต้องมานั่งรอนานนั่นเองครับ

ซึ่งการที่ LIVE มันดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้เกิด engagement ได้ดีแบบนี้ มันก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนเห็นคอนเทนต์ของเราเยอะขึ้น รวมถึงสร้าง traffic ให้คนเข้ามายังเพจ หรือ owned media ของเราเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วยครับ

#5 LIVE มีต้นทุนในการผลิตไม่สูง

จริงๆ แล้ว LIVE เป็นการทำคอนเทนต์ VDO ประเภทหนึ่งที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการทำ VDO ทั่วไป
แม้คุณจะไม่มีทีมตัดต่อ ไม่มีโปรดักชั่นยิ่งใหญ่ ไม่มีเงินทุนมากมาย แต่คุณก็สามารถที่จะสร้าง LIVE ที่ดีได้
โดยหัวใจสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่ตัวคอนเทนต์ หรือ เนื้อหาที่เราต้องการจะสื่อสารให้ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับสารเป็นหลัก

เพราะเมื่อพอเนื้อหามันโดนใจแล้ว เรื่องภาพสวยหรือตัดต่อดี ก็จะเป็นเรื่องที่ผู้รับสารให้ความสำคัญลดหลั่นลงไปครับ

และนอกจากต้นทุนการผลิตจะไม่สูงแล้ว หลังจากที่เรา LIVE จบ เรายังสามารถเซฟ LIVE ไว้เป็นโพสต์บนหน้าเพจได้ รวมถึงยังสามารถโปรโมท LIVE ได้เหมือนคอนเทนต์ VDO ทั่วไปอีกด้วย เรียกว่า LIVE ทีเดียว ได้นกหลายตัวเลยล่ะครับ

#6 LIVE ทำได้สะดวก และทันต่อเหตุการณ์

แค่มีมือถือเครื่องเดียว คุณจะไลฟ์ตอนไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องพกอุปกรณ์เยอะให้ต้องวุ่นวาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ต้องเผยแพร่คอนเทนต์เร่งด่วน หรือให้ทันต่อเหตุการณ์ คุณก็สามารถที่จะ LIVE ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการ LIVE ที่มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น Facebook เค้าก็สามารถให้เรา LIVE ด้วยอุปกรณ์อื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง(ตัวใหญ่) หรือไมโครโฟน ซึ่งตรงนี้เราสามารถทำได้ผ่าน LIVE API ที่ Facebook เค้ามีการเปิดช่องทางเอาไว้ครับ (เรื่องนี้เดี๋ยวไว้ถ้ามีโอกาสจะมาอธิบายให้ฟังเพิ่มนะครับ)

#7 LIVE มีตัวชี้วัดเฉพาะเป็นของตัวเอง

นอกจากเหนือจากตัวชี้วัดที่มีเหมือนกับคอนเทนต์ VDO แล้ว LIVE ยังมีตัวชี้วัดเฉพาะต่างๆ ของตัวเองอีกด้วย เช่น

Peak LIVE Viewer : แสดงจำนวนผู้ชมสูงสุดในแต่ละจุดเวลาของการ LIVE

Audience and Engagement : แสดงการมีส่วนร่วมของคนที่ดู LIVE ในแต่ละจุดเวลาของการ LIVE ไม่ว่าจะเป็น reaction ต่างๆ การ comment และการ share เป็นต้น

ซึ่งตัวชี้วัดต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เราพอเห็นภาพว่า ช่วงไหนของ LIVE ที่คนมีส่วนร่วมเยอะหรือชอบมากเป็นพิเศษ หรือช่วงไหนที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาเนื้อหาของการ LIVE ให้มีคุณภาพ และตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นครับ

.

ทุกท่านคงเห็นแล้วว่า การ LIVE นั้นมีเสน่ห์น่าดึงดูดใจให้ลองทำหลายข้อเลยทีเดียว

แต่ไม่ใช่ว่าแค่ยกกล้องขึ้นมา LIVE แล้วมันจะประสบความสำเร็จ หรือจะขายดิบขายดีกันได้ง่ายๆ นะครับ

ยิ่งสด ยิ่งเรียลไทม์มากเท่าไหร่ “การวางแผนก่อน LIVE” ยิ่งสำคัญมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เพราะสิ่งที่เราเผยแพร่ไปแล้ว มันไม่สามารถดึงกลับมาแก้ไขหรือตัดต่อได้

นั่นจึงทำให้มันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่คุณจะต้องศึกษาผู้รับสารของคุณมาเป็นอย่างดี เพื่อที่จะเตรียมเนื้อหาได้ตรงกับความสนใจของเค้า และต้องซักซ้อมก่อน LIVE รวมไปถึงวางแผนรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหน้างานอีกด้วย

เรียกได้ว่า ก่อนจะไปถึงเบอร์ที่ทำแล้วรุ่งได้ คุณต้องเตรียมตัวอย่างหนักกันพอสมควรเลยล่ะครับ แต่ผมก็เชื่อว่าการเตรียมตัวเหล่านั้น มันสามารถนำไปต่อยอดทำอย่างอื่นนอกจาก LIVE ได้อีกมาก ซึ่งผมกล้าพูดเลยว่าทำเถอะครับยังไงก็คุ้ม


มีประโยชน์ฝากช่วยแชร์ด้วยนะครับ #MaxideaStudio

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email

ประชาสัมพันธ์

สำหรับท่านใดที่อ่านบทความนี้แล้ว สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการทำโฆษณา Facebook Ads ต้องการพัฒนาความสามารถในการใช้โฆษณาเฟสบุคเพื่อเพิ่มยอดขาย และ สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ทางเรามีคลาสสอนทำโฆษณาเฟสบุ๊ค  “แบบกรุ๊ปขนาดเล็ก” เนื้อหาอัดแน่นตลอด 2 วันเต็ม

รอบการสอนถัดไป

•   วันพุธ-พฤหัส ที่ 11-12 มีนาคม 2563
•   เรียนกลุ่มละ 20 คน (เหลือ 3 ที่นั่ง)
•   สถานที่เรียน : Maxidea Co-Playing Space (ซอยลาดพร้าว 71)