"Slideผ่านไปเลย" ถ้าคุณไม่อยากรู้วิธี "หยุดลูกค้า" ให้ดูโพสต์ของคุณ

in
"Slideผ่านไปเลย" ถ้าคุณไม่อยากรู้วิธี "หยุดลูกค้า" ให้ดูโพสต์ของคุณ

เอาล่ะครับ...ถ้าตอนนี้คุณกำลังนั่งอ่านโพสต์นี้อยู่
นั่นคือคุณกำลังโดนสิ่งที่เรียกว่า
"Pattern Interrupt" เรียบร้อยแล้ว
และนี่คือเรื่องที่วันนี้ผมจะมาอธิบายให้คุณฟัง

Pattern Interrupt คืออะไร?

ความหมายของมันก็ตามชื่อเลยครับ “มันคือการขัดรูปแบบตายตัวของอะไรบางอย่าง” ขออนุญาติยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆแบบนี้นะครับ (สำหรับคนที่อาจจะยังรู้สึกงงๆอยู่) ลองนึกภาพตามดูนะครับ…

ถ้าคุณไปงานสัมมนาเรื่องที่เป็นทางการมากๆซึ่งคิดไว้ว่าคงจะน่าเบื่อ ณ โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง แล้วคุณเจอวิทยากร ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น คีบรองเท้าแตะ เดินขึ้นเวทีมาบรรยาย ผมมั่นใจเลยว่าจากที่ง่วงๆอยู่ ความสนใจของคุณย่อมจะมุ่งไปที่วิทยากรแบบใจจดใจจ่อเลยจริงมั้ยครับ?

หรือกับบนหน้าฟีดข่าว Facebook ที่มีข้อมูลเยอะแยะมากมาย ผมแน่ใจว่าคุณต้องเคยเจอ ข้อความ ภาพ หรือ VDO ที่คุณเกือบจะเลื่อนผ่านไปแล้ว แต่กลับต้องหยุดชะงักและเลื่อนมาดูมันอีกครั้ง เพราะเหมือนเราโดนกระตุ้น หรือ มันมาขัดจังหวะความรู้สึกอะไรซักอย่างของเรา เช่น ภาพคนแก่ใส่ชุดเด็ก เด็กใส่ชุดคนแก่ ภาพคนที่คุณดูแล้วไม่แน่ใจว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย รวมไปจนถึงภาพที่ดูสัดส่วนไม่สมบูรณ์ หรือ ภาพที่มุมมองแปลกๆ

สถานการณ์พวกนี้ล่ะครับ ถ้าคุณหยุดพินิจพิจารณามัน หรือ ให้ความสนใจกับมัน นั่นคือความสำเร็จของสิ่งที่เรียกว่า “pattern interrupt” ซึ่งแนวคิดนี้ก็ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลายสาขามากๆ เช่น การปรับพฤติกรรม ศิลปะ การสื่อสาร ไปจนถึงการทำการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิตอล ยุคที่มีข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก และผู้บริโภคสามารถ ‘เลือก’ อ่านแต่เฉพาะสิ่งที่ตัวเองสนใจ Pattern Interrupt จึงเป็นหนึ่งในเทคนิคที่คุณควรจะเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดึงความสนใจของผู้บริโภคให้มาโฟกัสที่คุณ

คราวนี้คำถามคือ “เราจะนำเทคนิคนี้มาปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างไร?”

บอกก่อนว่า เรื่องนี้จริงๆมันยาวมาก แต่ผมจะพยายามสรุปให้เข้าใจง่ายๆแบบนี้นะครับ
“pattern interrupt” คือ การทำสิ่งที่ขัดต่อความคาดหวังของผู้รับสาร เพราะฉะนั้น ‘หัวใจหลัก’ ในการเอาแนวคิดนี้มาใช้ทางการตลาดคือ การดึงความสนใจของผู้รับสาร “ให้หยุด” เพื่อดูสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร ซึ่งมันจะเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่คุณคิดว่ามันขัดกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายคาดว่าจะเจอ ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ เสียง ภาพ VDO

ยกตัวอย่างการทำ Content บนเฟสบุคนะครับ เช่น
สมมติว่าคุณคิดที่จะใส่ pattern interrupt ลงใน VDO ที่คุณนำเสนอ คุณอาจจะ
– ทำให้โลโก้ขยับหรือเต้นดุ๊กดิ๊กไปมาได้
– ใส่เสียงเอฟเฟคแปลกๆขึ้นมา เพื่อปลุกให้ผู้รับสารกลับมาโฟกัสในสิ่งที่คุณกำลังบอก
– ใส่ Text ตัวใหญ่ๆ หรือ ใส่ตัวหนังสือเอียงๆ เพื่อเน้นย้ำในจุดที่คุณอยากให้ผู้รับสารจดจำ

หรือ หากเป็นข้อความ คุณอาจเขียนข้อความในสิ่งที่ผู้รับสารไม่คิดว่าจะได้รับ เช่น
– ลดราคา 100% เพียงหยุดอ่านโพสต์นี้*
– เที่ยวต่างประเทศได้โดยใช้เงินแค่ 1,000 บาท

หรือ หากเป็นภาพ คุณอาจใช้ภาพที่มีมุมมองแปลกๆ องค์ประกอบดูผิดที่ผิดทาง รวมไปจนถึงการจัด Layout ของรูปแบบแปลกๆ ขอยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดตัวอย่างนึง ซึ่งก็คือ โลโก้ของ Maxidea เนี่ยล่ะครับ ถ้าคุณดูดีๆจะเห็นว่ามันเอียง ซึ่งมีคนมาถามผมเยอะมากว่า คุณโอมคะ วางผิดรึเปล่า ทำไมมันเอียง? เอาจริงๆผมตั้งใจครับ…ตั้งใจให้คุณถามนี่ล่ะครับ55+

เห็นมั้ยครับว่า
แค่โลโก้ที่วางเอียงนิดๆ
ก็สามารถดึงความสนใจของคนได้แล้ว

ข้อควรระวังในการใช้ pattern interrupt

เทคนิคนี้ต้องใช้อย่างถูกต้อง ถูกเวลาด้วยนะครับ คุณต้องเข้าใจว่า pattern interrupt จะมีประโยชน์มากที่สุดในจังหวะ “เริ่ม” โดยเฉพาะถ้าคุณวางแผนจะใช้แนวคิดนี้ในการทำ content บน Facebook อะไรก็แล้วแต่ที่คุณคิดจะใช้ในการขัดจังหวะ “มันจะต้องเห็น หรือ ทำให้รู้สึกได้ทันที” เพราะคุณต้องไม่ลืมนะครับว่าคุณมีเวลาแค่ “1.7 วินาทีเท่านั้น” ในการทำให้คนสนใจ content ของคุณ

ที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องแน่ใจว่า เมื่อผู้บริโภคหยุดดูคุณแล้ว เนื้อหาหรือสิ่งที่คุณนำเสนอ มันต้อง “คุ้มค่าพอ” ที่จะทำให้เค้ารู้สึกว่า ดีแล้ว ที่ไม่ข้ามผ่านคุณไป คุณต้องรักษาหัวใจของการทำสื่อที่ดี การทำ content ที่ดี เอาไว้เสมอ เพราะถ้าคุณทำมันอย่างไม่มีจรรยาบรรณ หลอกให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาดูโดยไม่ให้ประโยชน์อะไรกับเค้า Content ของคุณก็จะกลายเป็นแค่พวก Clickbait ที่หลอกให้คนคลิกเข้าไปดู โดยที่เนื้อหาข้างในกากมาก ไม่ได้ตรงกับหัวข้อหรือภาพที่น่าสนใจซักนิด ภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณจะติดลบทันที! เพราะฉะนั้น ถ้าจะใช้ ใช้ได้ครับ “แนวคิดนี้เป็นเรื่องดีมากๆ” แต่ต้องใช้ให้ถูก ให้เหมาะสม และระมัดระวังด้วยนะครับ