แนวทางในการแก้ไขเมื่อโฆษณาถึงจุดอิ่มตัว

in
แนวทางในการแก้ไขเมื่อโฆษณาถึงจุดอิ่มตัว

หลายท่านอาจเคยประสบกับปัญหาประสิทธิภาพของโฆษณาที่แย่ลง ซึ่งอาจเกิดจากโฆษณาของเราเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว หรือจุดที่กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาของคุณหลายครั้งเกินไป จนเซ็งและเริ่มไม่มีการตอบสนองใดๆ ซึ่งในบทความก่อนหน้านี้ผมเคยคุยเกี่ยวกับการสังเกตตัวชี้วัดที่บ่งชี้ถึงภาวะอิ่มตัวของโฆษณากันไปแล้ว วันนี้เราจะมาดูกันครับว่า ถ้าคนเค้าเริ่มเบื่อโฆษณาของเราแล้วเนี่ย เราจะมีแนวทางในการแก้ไขยังไงได้บ้าง ไปติดตามกันเลยครับ

1. ลองปรับการออกแบบชิ้นงานโฆษณา

ถ้าคุณอยากยิงโฆษณาไปหากลุ่มเป้าหมายเดิม โดยไม่อยากเปลี่ยนเงื่อนไขอื่นๆ และไม่ซีเรียสว่าต้องใช้โฆษณาตัวเดิมเป๊ะ การปรับ Ad Creative ก็เป็นแนวทางที่ดีในการแก้ไขความเบื่อหน่ายของกลุ่มเป้าหมายครับ

ซึ่งเราอาจจะไม่ถึงขั้นต้องเปลี่ยน Ad เป็นตัวใหม่กิ๊งซะทีเดียว แต่อาจใช้วิธีการปรับรายละเอียดโดยใช้วัตถุดิบเดิม ก็ช่วยให้โฆษณาของเราดูสดใหม่ขึ้นได้แล้วครับ เช่น ลองเปลี่ยนสีพื้นหลัง ลองเปลี่ยน Font ลองเปลี่ยนรูปภาพ ลองเปลี่ยนอัตราส่วนของชิ้นงาน หรือลองเปลี่ยนตำแหน่งการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ใหม่ดู

หรืออีกทางนึงที่ทำได้ คือลองเปลี่ยน Format ดูครับ เช่น ถ้าเราเคยทำโฆษณาเป็นภาพชุด อาจลองเอาภาพชุดเหล่านั้นมาทำเป็น Slideshow ง่ายๆ ก็จะได้ชิ้นงานโฆษณาที่แปลกตาไปจากเดิมแล้ว

Facebook เองเค้าก็มีเครื่องมือที่เข้ามาช่วยลดความจำเจของชิ้นงานโฆษณาอย่าง Dynamic Creative Ads ที่เราเพียงแค่เตรียมองค์ประกอบของโฆษณาอย่าง รูปภาพ หรือ แคปชั่นเอาไว้หลายๆแบบ แล้วลงไปพร้อมกันทีเดียวตอนสร้างโฆษณา Facebook เค้าจะเอาองค์ประกอบของสื่อที่เราใส่เข้าไปเหล่านี้ มาจับคู่ Mix&Match ให้เราแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้เราสามารถได้รูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ (หลายสิบแบบ) ในการสร้างโฆษณาแค่ครั้งเดียว ซึ่งนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่น่าลองเอาไปใช้ดูครับ สำหรับคนที่ไม่มีเวลามานั่งปรับ creative บ่อยๆ

2. ลองปรับข้อเสนอให้มีความหลากหลาย

บางครั้งความเบื่อหน่าย อาจเกิดจากการที่ลูกค้าเห็นแต่ข้อเสนอเดิมๆ ซึ่งเค้าไม่ได้สนใจ ซ้ำอยู่ตลอด ฉะนั้นการปรับข้อเสนอของเราให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ก็อาจจะช่วยตรงจุดนี้ได้ครับ

เช่น ถ้าเราอยากจะบอกว่าตอนนี้สินค้าของเรากำลัง sale 50%

จากเดิม ที่เราอาจใส่ข้อเสนอว่า “ซื้อตอนนี้ลดทันที 50%” เพียงอย่างเดียว เราอาจนำเสนอข้อเสนอนี้ได้อีกหลายเวอร์ชั่น เช่น

“ซื้อ 1 แถม 1”

“ซื้อ 4 แถม 2”

“ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลด 50%”

“เพียงแชร์โพสต์นี้รับส่วนลดทันที 50%”

 “กดรับคูปองส่วนลด 50%”

“ซื้อ 2 ตัว ลด 50%”

ซึ่งแต่ละข้อเสนอที่กล่าวมา ต่างก็ให้ความหมายเดียวกันคือการลดราคาครึ่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้บริโภคแต่ละคนก็มักจะมีความอ่อนไหวต่อข้อเสนอเหล่านี้แตกต่างกัน เช่น

– บางคนอยากได้สินค้าชิ้นเดียว ก็อาจสนใจแบบลด 50% ตั้งแต่ชิ้นแรก

– บางคนอยากได้สินค้าจำนวนเยอะๆ ก็อาจอ่อนไหวต่อข้อเสนอ “ซื้อ 4 แถม 2” มากกว่า

ซึ่งการปรับข้อเสนอให้มีความหลากหลายนั้น นอกจากจะช่วยลดความจำเจของโฆษณาแล้ว ยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ

3. ลองเปลี่ยน placement (พื้นที่การแสดงผล)

หากเราอยากใช้ชิ้นงานโฆษณาเดิมเป๊ะ อยากใช้กลุ่มเป้าหมายเดิม แต่อยากเจอคนใหม่ๆ หรือเจอคนเดิมในพื้นที่ที่ต่างออกไป การเปลี่ยน placement ในการลงโฆษณาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้ครับ

เพราะเอาจริงๆ แม้ในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน พฤติกรรมในการเสพคอนเทนต์ก็มีความหลากหลาย บางคนในกลุ่มเป้าหมายของเราอาจชอบเล่นฟีด Facebook บนมือถือ บางอาจชอบเล่นบน Desktop บางคนชอบเล่น Instagram บางคนชอบเล่น Stories บางคนชอบดูวิดีโอ ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะใช้เวลาอยู่บนแต่ละ Placement มากน้อยแตกต่างกันออกไป

ตำแหน่งการแสดงผลโฆษณา Ads Placement แก้ไขโฆษณาถึงจุดอิ่มตัว แก้ไขโฆษณาแพง แก้ไขโฆษณาที่แย่ลง Facebook Ads

ซึ่งการเลือก Placement ใหม่ๆ ก็เป็นหนทางนึงที่ช่วยให้เราเข้าถึงคนใหม่ๆได้ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมพิจารณาว่า Ad Creative ของเรา เหมาะสมกับ placement นั้นมั้ยด้วยนะครับ เช่น หากภาพโฆษณาของเราเป็นแนวนอน 16:9 จะเอาไปลงใน Stories ที่มีพื้นที่การแสดงผลแนวตั้ง (9:16) ก็อาจจะไม่เหมาะสมนัก เป็นต้น

4. ลองปรับกลุ่มเป้าหมาย

ถ้ารู้สึกว่าโฆษณาของเราเริ่มยิงไปหาแต่คนเดิมซ้ำๆ การปรับกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมมากขึ้น ก็เป็นทางเลือกที่ผมใช้อยู่บ่อยๆ ซึ่งเราสามารถทำได้หลายแนวทาง เช่น

  • ใช้วิธี exclude คนออก สมมติเราลงโฆษณาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าถึงคนไม่ซ้ำหัวมากที่สุด เราอาจใช้กลุ่มเป้าหมายเดิม แต่ exclude คนที่เราคิดว่าเห็นโฆษณาซ้ำออก เช่น exclude คนที่เคยเข้าเว็บไซต์ไปแล้ว เมื่อ 30 วันที่ผ่านมาออก เป็นต้น หรือ ถ้าเราลงโฆษณาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายของ เราอาจเลือก exclude คนที่เคยซื้อสินค้าไปแล้ว เมื่อ 60 วันที่ผ่านมาออก เป็นต้น พอเรา exclude คนเก่าออก มันก็เหมือนเป็นการบังคับระบบค้นหาคนใหม่ๆ ให้เรามากขึ้นครับ
การ exclude คนออก แก้ไขโฆษณาถึงจุดอิ่มตัว แก้ไขโฆษณาแพง แก้ไขโฆษณาที่แย่ลง Facebook Ads
  • ใช้ Lookalike Audience การเลือกใช้กลุ่มเป้าหมายแบบ lookalike ก็คือการบอกให้ Facebook หากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มเป้าหมายเดิมให้เรา โดยเราสามารถสร้าง Lookalike Audience ได้จาก Custom Audience ซึ่งอาจเป็นกลุ่มลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าของเรา , กลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้าเว็บไซต์ของเรา , กลุ่มที่เป็นแฟนเพจของเรา หรือ กลุ่มเป้าหมายที่เคยมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของเรา เป็นต้น
Lookalike Audiance กลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน แก้ไขโฆษณาถึงจุดอิ่มตัว แก้ไขโฆษณาแพง แก้ไขโฆษณาที่แย่ลง Facebook Ads
  • ปรับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น บางครั้งเราใช้กลุ่มเป้าหมายแคบเกินไป ก็มีโอกาสที่โฆษณาจะยิงไปหาคนซ้ำเดิมบ่อยขึ้น ซึ่งตรงนี้เราอาจปรับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้นได้ โดยการเอาเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นออก เช่น การใส่ interest ที่เฉพาะเจาะจงมากๆ บางครั้งก็อาจจะไม่จำเป็นนัก คุณอาจเลือกตัด interest บางตัวออก ซึ่งการทำแบบนี้ก็เหมือนกับการปล่อยให้ระบบมีพื้นที่ในการค้นหาคนใหม่ๆมากขึ้น ซึ่งนั่นก็อาจจะช่วยทำให้โฆษณาของเรา มีโอกาสได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นตามไปด้วย

5. ลองปรับตารางในการแสดงผลโฆษณา

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นครับว่าภายในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน คนก็มีพฤติกรรมที่หลากหลาย บางคนชอบออนไลน์ตอนพักเที่ยง บางคนชอบออนไลน์ตอนกลางคืน บางคนชอบออนไลน์เสาร์-อาทิตย์

หากเรายิงโฆษณาแต่ในช่วงเวลาเดิมๆ ก็อาจจะเจอแต่คนเดิมๆ การลองเปลี่ยนตารางในการลงโฆษณาดูบ้าง ก็อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยทำให้เราเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ได้ครับ (เราสามารถกำหนดวัน-เวลาที่ให้โฆษณาแสดงผลได้ ก็ต่อเมื่อเราเลือกใช้งบประมาณแบบตลอดอายุการใช้งาน หรือ Lifetime Budget เท่านั้นนะครับ)

การกำหนดเวลาแสดงโฆษณา แก้ไขโฆษณาถึงจุดอิ่มตัว แก้ไขโฆษณาแพง แก้ไขโฆษณาที่แย่ลง Facebook Ads

และนี่ก็เป็นแนวทางในการปรับแก้ไขโฆษณาที่ถึงจุดอิ่มตัวที่ผมใช้อยู่บ่อยๆครับ ซึ่งแนวทางเหล่านี้ไม่มีสูตรตายตัวว่าแก้แบบไหนแล้วผลลัพธ์จะดีขึ้น บางครั้งปรับนิดเดียวโฆษณาก็รันดีต่อได้แบบสบายๆ บางครั้งอาจต้องใช้หลายแนวทางผสมผสานกันถึงจะแก้ไขได้

หรือในบางครั้งที่สุดท้ายแล้ว ต่อให้คุณพยายามหาทางแก้ยังไงแต่ผลลัพธ์มันก็ยังไม่ดีขึ้น การเลือกทำโฆษณาตัวใหม่ แล้วยิงไปหาคนกลุ่มใหม่เลย ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วก็ได้ (ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องชาติ)

สิ่งที่ผมจะสรุปก่อนจบบทความนี้ก็คือ “ของแบบนี้มันไม่มีสูตรตายตัวครับ” คือ คนนึงทำแบบนี้แล้วดี แต่อีกคนนึงอาจจะทำแบบนี้แล้วไม่โอเคเลยก็เป็นได้

นั่นหมายความว่า ถ้าเราอยากเจอวิธีการที่เหมาะสมมากที่สุดสำหรับธุรกิจของตัวเอง มันเป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องคอยพยายามติดตามผลลัพธ์ และปรับปรุงโฆษณาวนๆไป เราถึงจะได้มาซึ่งโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ดีอย่างต่อเนื่องอย่างที่เราต้องการ  “แต่รับรองครับว่ามันคุ้มค่า…เชื่อผมสิ”

#MaxideaStudio #มีประโยชน์ฝากช่วยแชร์ด้วยนะครับ