“Stories” เทรนด์ของการทำโฆษณาออนไลน์ในยุคต่อไป

in ,
“Stories” เทรนด์ของการทำโฆษณาออนไลน์ในยุคต่อไป

“Stories ฟีดแห่งอนาคต”

เมื่อปีก่อนถ้าพูดถึงคำว่า “Stories” หลายคนอาจจะงงๆ ว่ามันคืออะไร?

แต่พอมาถึงตอนนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครที่จะไม่รู้จักฟีดยอดนิยม ที่คอนเทนต์มีอายุเพียง 24 ชั่วโมงฟีดนี้อีกแล้ว

เพราะไม่ว่าหันไปทางไหน ก็เห็นคนอัพ Stories กันแบบรัวๆ ตั้งแต่คนธรรมดาไปยันดาราเซเลป

คำถามคือแล้วมันมีอะไรดี
ทำไมคนชอบเล่นกันเหลือเกิน?

1. มันมีอายุแค่ 24 ชั่วโมง

การที่คอนเทนต์บน Stories ลบตัวเองใน 24 ชั่วโมงเนี่ย เป็นจุดเรียกแขกหลักของเค้าเลยล่ะครับ เพราะธรรมชาติของมนุษย์เรา มักจะมีความกลัวพลาดอยู่เสมอ หรือที่เรียกกันว่า Fear of Missing Out (FOMO) การที่ผู้ใช้รู้ว่าคอนเทนต์จะไม่ได้อยู่แบบยั่งยืน มันยิ่งเป็นการกระตุ้นให้คนรีบเข้ามาดูหรือมีส่วนร่วมก่อนที่คอนเทนต์นั้นๆ จะหายไป

2. มันมีความ real สูง

หากคุณลองสังเกตดูจะพบว่า คอนเทนต์ส่วนใหญ่บน Stories จะมีลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกันคือ มันมีความสมจริงค่อนข้างสูง คือผู้ใช้มักจะถ่ายและอัพ Stories ของพวกเค้าผ่านมือถือ โดยไม่ได้ผ่านการตกแต่งอะไรมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องชีวิตประจำวันทั่วไป อัพเดทเหตุการณ์สด เรื่องที่มีความเป็นส่วนตัวสูงกว่าบนฟีดปกติ หรือเรื่องที่ไม่อยากให้มันอยู่บนฟีดอย่างถาวร ซึ่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีคอนเทนต์แบบประดิษฐ์เยอะแยะจนน่าเบื่อ คอนเทนต์ที่มีความสมจริงมากๆก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นครับ

3. มันเหมาะกับการแสดงผลบนมือถือ

ในยุคที่สมาร์ทโฟนครองเมือง ผู้บริโภคต่างก็เสพคอนเทนต์ผ่านมือถือ การที่ฟีด Stories มีความเนียนไปกับลักษณะทางกายภาพของอุปกรณ์และท่าทางในการเล่นของผู้รับสาร (ซึ่งอยู่ในลักษณะแนวตั้ง) ก็ยิ่งช่วยให้ฟีด Stories นี้มีความได้เปรียบโดยธรรมชาติ

4. มันเสพง่าย

เมื่อเทียบกันแล้ว คอนเทนต์บนฟีด Stories นั้นสามารถเสพ และ ย่อยได้ง่าย กว่าฟีดปกติ ค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าคนเสพไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เข้ามาเพื่อหาความบันเทิงกันอย่างเดียว (ปัดไปเรื่อยเพลินๆ55+) ซึ่งมันสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้รับสารที่ต้องการเสพคอนเทนต์ แค่เป็น snack ได้เป็นอย่างดี

5. มันน่าตื่นตาตื่นใจ

Stories แสดงผลแบบเต็มจอในแนวตั้ง แตกต่างไปจากคอนเทนต์แบบเดิมๆ ที่เราเคยเสพกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้รับสารได้เห็นอะไรในมุมมองใหม่ๆ ได้เห็นการนำเสนอในรูปแบบที่ไม่คาดคิด ยิ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้รับสาร

6. มันทำให้ผู้รับสารรู้สึกใกล้ชิดกับสังคมของเค้ามากขึ้น

มีการสำรวจจาก Facebook พบว่า ผู้ใช้ส่วนหนึ่งเริ่มเลือกที่จะดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนบนฟีด Stories มากกว่าฟีดปกติแล้ว เพราะพวกเค้ารู้สึกว่าบน Stories คอนเทนต์มีความสมจริงและทันต่อเหตุการณ์มากกว่า และทำให้เค้ารู้สึกว่าใกล้ชิดกับเพื่อนหรือคนที่เค้าติดตามมากขึ้น

7. มันแชร์ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

เนื่องจาก Stories มีอายุสั้น (แค่24ชั่วโมง) มันจึงทำให้คนสามารถอัพ Stories ได้แบบไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกลัวว่าใครจะรำคาญ อัพได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

การทำโฆษณา Stories

ทำไมธุรกิจถึงควรลงโฆษณาบน Stories?

หลังจาก Facebook เปิดตัว IG Stories แล้วเวิร์คหนักมาก เค้าก็ปล่อย Facebook Stories และ Messenger Stories ตามมาแบบไม่ขาดสาย และแน่นอนว่าที่เค้าปูมาแบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะเพิ่มพื้นที่ในการลงโฆษณาให้มีมากขึ้น เพราะตอนนี้บนฟีดปกติมันหนาแน่นเหลือเกิน

ผมเคยคุยเรื่องกระแสของการทำ Vertical content ไว้ว่า มันต้องมาแน่ๆ และช่วงเวลานี้ล่ะครับ “ที่มันมาแน่แล้ว” จากที่ก่อนหน้านี้แบรนด์ต่างๆ ต่างก็สองจิตสองใจ ว่าจะกระโดดลงไปทำโฆษณาบนฟีด Stories ดีรึเปล่า? มาวันนี้ เราเริ่มเห็นหลายแบรนด์ดังทำโฆษณาบน Stories ของครอบครัว Facebook กันแบบไม่ลังเล

เรามาดูเหตุผลกันครับว่าทำไมเราเองก็ควรลองเหมือนกัน

1. คนเล่นโคตรเยอะ และ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คนกว่า 500 ล้านคน ใช้ IG Stories “ทุกวัน”

คนกว่า 300 ล้านคน ใช้ Facebook Stories และ Messenger Stories “ทุกวัน”

ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คนเล่นเยอะ ก็แปลได้ง่ายๆ เลยว่า ลูกค้าของเราก็อยู่บนนั้นเยอะเช่นกัน ถ้าเราอยากเข้าถึงลูกค้า เราก็ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของพวกเค้าครับ เค้าอยู่ที่ไหน? เค้าเล่นอะไร? เราก็ต้องตามไปหลอกหลอนจนกว่าเค้าจะซื้อของเรานั่นล่ะครับ

2. การแข่งขันยังไม่โหดมาก

ด้วยความที่ฟีด Stories นั้นเป็นฟีดที่ค่อนข้างใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทย ใหม่ทั้งคนเล่น ใหม่ทั้งวิธีคิดและวิธีการทำงาน แบรนด์ที่ลงไปทำโฆษณาก็เรียกได้ว่ายังมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับบนหน้าฟีดปกติ ยิ่งจะหาแบรนด์ที่ทำโฆษณาได้ดียิ่งมีน้อยไปกันใหญ่ ถือว่ายังมีพื้นที่ให้เราสามารถเข้าไปแข่งขันได้แบบที่หืดไม่ขึ้นคอมาก

3. มันดึงดูดความสนใจ กระตุ้นการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจซื้อได้ดี

จากจุดเด่นต่างๆ ของ Stories ที่เราคุยกันไปแล้วข้างต้น ต่างก็ส่งเสริมให้คอนเทนต์บนฟีดนี้ มีความน่าสนใจ รวมถึงกระตุ้นให้ผู้รับสารเกิดการกระทำต่างๆ ได้ดี

ทั้งนี้ Facebook เค้าทำการสำรวจเกี่ยวกับโฆษณาบน Stories โดยถามความคิดเห็นของผู้ใช้ Stories ต่อโฆษณาของธุรกิจที่พวกเค้าเห็นบน Stories ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น

หลังจากที่ผู้ถูกสำรวจเห็น Ads ของแบรนด์บน Stories

62% บอกว่า พวกเค้าสนใจแบรนด์หรือสินค้ามากขึ้น

58% ค้นหาเว็บไซต์ของแบรนด์เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม

กว่า 50% บอกว่า พวกเค้าซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น

38% บอกว่า เค้าคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าที่เห็นใน Ads

และ 34% บอกว่า เค้าเข้าไปเยี่ยมชมที่ร้านค้าเพื่อหาสินค้าที่เห็นใน Ads

ซึ่งต้องยอมรับว่า ผลลัพธ์เหล่านี้ น่าดึงดูดใจให้แบรนด์ลงไปลุยบนฟีดนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าฟีดนี้จะน่าดึงดูดใจแค่ไหน แต่ถ้าเราเข้าไปทำโฆษณาแบบงงๆ ก็มีโอกาสเยอะที่เราจะเสียเงินค่าโฆษณาไปแบบฟรีๆ เพราะตัว Stories นั้นมีลักษณะการแสดงผลที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ฉะนั้นแล้ว ก่อนที่จะโดดลงไปทำ ศึกษาให้ดีเสียก่อนนะครับ ทั้งในเรื่องธรรมชาติของฟีด ความคาดหวังของผู้รับสาร และ การออกแบบคอนเทนต์สำหรับโฆษณาบน Stories

ซึ่งเรื่องที่ดูจะต้องใช้แนวคิดที่ค่อนข้างใหม่เลยจริงๆ คงจะหนีไม่พ้น การออกแบบโฆษณาให้เหมาะกับฟีดแนวตั้ง ซึ่งเรื่องนี้ยังไงในคอนเทนต์หน้าผมจะรวบรวมแนวคิดในการออกแบบมาฝากกัน อย่าลืมติดตามนะครับ

มีประโยชน์ฝากช่วยแชร์ด้วยนะครับ #MaxideaStudio

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email

ประชาสัมพันธ์

สำหรับท่านใดที่อ่านบทความนี้แล้ว สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการทำโฆษณา Facebook Ads ต้องการพัฒนาความสามารถในการใช้โฆษณาเฟสบุคเพื่อเพิ่มยอดขาย และ สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ทางเรามีคลาสสอนทำโฆษณาเฟสบุ๊ค  “แบบกรุ๊ปขนาดเล็ก” เนื้อหาอัดแน่นตลอด 2 วันเต็ม

รอบการสอนถัดไป

•   วันพฤหัส-ศุกร์ ที่ 17-18 ตุลาคม 2562
•   เรียนกลุ่มละ 20 คน (เหลือ 8 ที่นั่ง)
•   สถานที่เรียน : Maxidea Co-Playing Space (ซอยลาดพร้าว 71)