Friction ของธุรกิจใกล้ "เลขศูนย์" มากเท่าไหร่ "กำไรยิ่งเพิ่ม"

in
Friction ของธุรกิจใกล้ "เลขศูนย์" มากเท่าไหร่ "กำไรยิ่งเพิ่ม"

คุณรู้หรือไม่…ว่าในแต่ละวัน
“คุณสูญเสียลูกค้าไปเยอะมาก” แบบที่คุณไม่รู้ตัว

แค่..เว็บของคุณโหลดช้า
แค่..ข้อมูลสินค้าของคุณหายาก
แค่..แอดมินของคุณตอบไม่ทันใจ
แค่..คุณไม่มีช่องทางการจ่ายเงินแบบที่ลูกค้าต้องการ

ไอ้คำว่า “แค่” ที่เป็นปัญหาตะกุกตะกัก
ซึ่งคุณมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่พวกนี้ล่ะครับ

มันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกค้าของคุณ
ล้มเลิกความตั้งใจที่อยากจะได้สินค้าของคุณมานักต่อนัก

บอกก่อนว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

เค้ามีการศึกษาออกมาอย่างชัดเจน ว่าปัญหาพวกนี้มันก่อให้เกิดค่าเสียโอกาสแก่ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถึงปีละกว่า 325 พันล้านดอลลาร์ (หรือปีละกว่า 10 ล้านล้านบาท)

ซึ่งมันถือเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาล
“ที่ธุรกิจไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังเสียไป”

Facebook เรียกปัญหาเหล่านี้ว่า “Friction” ครับ

Friction คือ ปัญหาอะไรก็ตามที่เป็นอุปสรรคบน customer journey ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ลูกค้าหลุดออกจาก journey ไป

ซึ่ง Facebook มองว่า Friction เป็นเรื่องใหญ่มาก
และพยายามที่จะพัฒนาให้แพลตฟอร์มของตัวเองกลายเป็นพื้นที่ที่มี Friction เป็นศูนย์ (Zero Friction)

โดยการสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้กับลูกค้าตลอด journey ของพวกเค้า ตั้งแต่การค้นพบสินค้า การรับรู้แบรนด์ การซื้อสินค้า ไปจนกระทั่งหลังซื้อสินค้า

ทั้งนี้ Facebook IQ เค้ามีการจัดทำ
“Zero Friction Solution Guide”

ซึ่งคล้ายๆ กับคู่มือฉบับย่อที่ชี้ให้เห็นถึง friction ที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละ stage ของ customer journey รวมถึงได้แนะนำแนวทางในการแก้ไขปัญหาเอาไว้ด้วย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจหลายจุดที่ผมจึงอยากนำมาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

เกริ่นก่อนว่า Customers Journey ใน Solution guide นี้แบ่งออกเป็น 3 stage หลัก ได้แก่

1. Discovery ขั้นของการค้นพบสินค้า รับรู้ในแบรนด์ และค้นหาข้อมูล

2. Purchase ขั้นของการซื้อ

3. Post-Purchase ขั้นหลังการซื้อ

ซึ่งในแต่ละ stage ก็อาจเกิด friction ที่แตกต่างกันออกไป เช่น

1. DISCOVERY STAGE

ในขั้นนี้เป็นขั้นที่ลูกค้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร หรือเพิ่งรู้จักแบรนด์ของคุณ โดยจุดที่มักเกิด friction ใน stage นี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่

1.1 Awareness (การรับรู้)

Friction มักเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าพบปัญหา หรือเกิดความไม่สะดวก ในกระบวนการการค้นหาแบรนด์หรือสินค้า/บริการของคุณ

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– กลุ่มเป้าหมายไม่รู้ว่ามีแบรนด์ หรือ สินค้า/บริการของเราอยู่บนโลก
– กลุ่มเป้าหมายไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องการสินค้า/บริการอะไร
– แบรนด์นำเสนอข้อเสนอหรือโฆษณาที่ไม่ตรงกับความสนใจของลูกค้า
– ลูกค้าต้องใช้เวลาในการเสิร์ชหาสินค้านาน

#แนวทางแก้ไข

แบรนด์ต้องพยายามสร้างการรับรู้ในแบรนด์หรือสินค้า/บริการ ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย โดยแบรนด์ต้องพยายามยิง Ads ไปให้เจอกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการ รวมถึงต้องนำเสนอเนื้อหาโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย หรือมีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือต่อไปนี้ช่วย เช่น

– FACEBOOK PIXEL AND SDK

การใช้ Facebook Pixel และ SDK จะช่วยให้คุณสามารถนำส่งโฆษณาที่เกี่ยวเนื่องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เพราะ Pixel และ SDK จะช่วยให้คุณสามารถ track พฤติกรรมของคนที่เข้า website หรือ App ของคุณได้ ว่าเค้ามีความสนใจสินค้าตัวไหนของคุณ ซึ่งคุณสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีความละเอียดแม่นยำมากยิ่งขึ้น

– DYNAMIC ADS
Dynamic Ads จะช่วยโชว์สินค้า หรือ เนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของลูกค้าโดยอัตโนมัติ หลังจากที่ลูกค้ามีท่าทีสนใจธุรกิจของคุณ

1.2 Information Gaps (ช่องว่างระหว่างข้อมูล)

Friction มักเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มเป้าหมาย “ไม่มี หรือ ไม่สามารถ” เข้าถึงข้อมูลที่สำคัญต่อการพิจารณาแบรนด์หรือสินค้า/บริการของคุณ หรือ มีข้อมูลแต่ข้อมูลเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพ

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– ข้อมูลมีมากหรือน้อยเกินไป
– การเปรียบเทียบสินค้าหรือราคาทำได้ยาก
– ไม่สามารถขอความช่วยเหลือในเวลาที่ต้องการถาม เช่น แชทไปไม่มีคนตอบ
– ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสินค้า หรือ บริการ

#แนวทางแก้ไข

แบรนด์ต้องพยายามเติมช่องว่างของข้อมูลระหว่างแบรนด์และลูกค้าให้เต็ม โดยจัดเตรียมข้อมูลที่เข้าถึงง่ายและตรงกับความสนใจของลูกค้า รวมถึงพยายามติดต่อกับลูกค้าโดยตรง โดยอาจใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วย เช่น

– CANVAS ADS
การใช้ canvas ในการนำเสนอสินค้าหรือบริการจะสามารถให้ข้อมูลกับลูกค้าได้ค่อนข้างละเอียดและเคลียร์กว่า แถมลูกค้ายังได้ประสบการณ์แบบลื่นไหล เพราะ canvas โหลดเร็วมาก แถมแสดงผลแบบเต็มหน้าจอซึ่งเหมาะกับการรับชมบนมือถือ

– COLLECTION ADS
การนำเสนอแบบคอลเลคชั่น สามารถช่วยให้คุณโชว์สินค้าหลายๆแบบพร้อมกัน หรือโชว์ฟีเจอร์ของสินค้า ให้ผู้ชมเลือกดูได้โดยง่าย โดยที่ไม่ต้องออกจากโฆษณาเลย

– MESSENGER FOR BUSINESS
ใช้ messenger ในการติดต่อพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เพื่อให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจ

1.3 Technology Optimization
(การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด)

Friction มักเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าประสบปัญหาทางเทคนิคต่างๆ เช่น การเข้าสู่ website หรือ App

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– ลิงก์ใน Ad ไม่ถูกต้อง หรือลิงก์เสีย
– website โหลดช้า
– คอนเทนต์ไม่เหมาะสมกับการแสดงผลบนอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน
– คอนเทนต์ไม่เหมาะกับการแสดงผลบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน
– ลูกค้าต้องวุ่นวายกับการลงทะเบียนหรือกรอกฟอร์ม

#แนวทางแก้ไข

พยายามสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อบนโลกออนไลน์ให้กับลูกค้าโดยใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วย เช่น

– CAROUSEL ADS
การใช้ carousel Ads จะช่วยป้องกันการลิงก์ผิด เพราะสินค้าในแต่ละการ์ดของ carousel สามารถกำหนดลิงก์ปลายทางเป็นของตัวเองได้

– LEADS ADS
การใช้ Lead Ads เข้ามาช่วยสร้างฟอร์มลงทะเบียนในการเก็บข้อมูลลูกค้า จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้กรอกแบบฟอร์มได้มากๆ เพราะข้อมูลเช่น ชื่อ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ ระบบจะกรอกข้อมูลเอาไว้ให้เองแบบอัตโนมัติ โดยลูกค้าไม่ต้องเสียเวลากรอกเองให้วุ่นวาย (ข้อมูลดังกล่าวจะต้องเป็นข้อมูลที่ Facebook มีอยู่ในระบบฐานข้อมูล)

ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก รวมถึงช่วยลดโอกาสในการที่คนจะคลิกออกจากโฆษณาและแน่นอนว่าช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจได้ Leads เพิ่มมากขึ้นด้วยครับ

– SHOPPING ON INSTAGRAM
ฟีเจอร์ shopping posts ใน Instagram ที่อนุญาตให้แบรนด์สามารถแท็กสินค้าและราคาลงในโพสต์ได้
ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงรายละเอียดและราคาของสินค้าได้แบบรวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น

– FACEBOOK LOGIN
หากคุณมี website หรือ app (ที่มีระบบ log in ในการเข้าใช้งาน) คุณสามารถอนุญาตให้ผู้ใช้ log in หรือลงทะเบียนผ่าน Facebook login ได้ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ได้เป็นอย่างมาก เพราะมันช่วยให้ผู้ใช้งานประหยัดทั้งเวลาและความพยายามในการ log in รวมถึงช่วยลดความยุ่งยากในการจดจำรหัสต่างๆ ของผู้ใช้ไปได้เยอะเลยครับ

2. PURCHASE STAGE

Purchase Stage เป็นขั้นตอนตั้งแต่ผู้บริโภคตัดสินใจจะซื้อสินค้า/บริการของคุณ ไปจนกระทั่งขั้นตอนการจ่ายเงิน
ซึ่งในขั้นตอนนี้ อะไรก็ตามที่ทำให้ลูกค้าซื้อของได้ช้าลงเราจะถือว่าเป็น friction ทั้งสิ้น โดยจุดที่มักเกิด friction ใน stage นี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่

2.1 Availability (ความพร้อมของสินค้า/บริการ)

Friction มักจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าต้องใช้ความพยายาม
ในการตามหาแบรนด์ หรือสินค้า/บริการ มากกว่าที่ควรจะเป็น

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– ลูกค้าไม่รู้จะซื้อสินค้า/บริการที่ไหน
– ร้านค้าอยู่ไกลเกินไป
– สินค้าหมดสต็อก

#แนวทางแก้ไข

พยายามแสดงสถานะล่าสุดของสินค้า/บริการ รวมไปจนถึงข้อมูลและตำแหน่งที่ตั้งของร้านค้า ด้วยเครื่องมือเหล่านี้ของ Facebook เช่น

– DYNAMIC ADS
Dynamic Ads จะช่วยให้คุณสามารถนำส่งโฆษณาที่มีข้อมูลล่าสุดของสินค้าแบบอัตโนมัติ ทั้งในเรื่องของราคาและความพร้อมของสินค้า

– STORE VISITS OBJECTIVE
การเลือกวัตถุประสงค์ในการลงโฆษณาเป็น “การเยี่ยมชมร้านค้า” จะช่วยนำส่งโฆษณาของคุณไปยังคนที่มีแนวโน้มที่จะไปซื้อสินค้าที่ร้าน และช่วยลดปัญหาในเรื่องของการหาตำแหน่งร้านไม่เจอได้ครับ

2.2 Buying (การซื้อสินค้า)

Friction มักเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าต้องใช้ความพยายามในการซื้อมากกว่าปกติ หรือมีต้นทุนซ่อนเร้นอื่นๆ ในการซื้อสินค้า/บริการ

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– ขั้นตอนในการซื้อสินค้ามีหลายขั้นตอน และมีความยุ่งยากซับซ้อน
– ไม่มีการบันทึกข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ของลูกค้าไว้ เช่น ประวัติการเสิร์ชหาสินค้า การซื้อสินค้า หรือการชำระเงิน
– ผู้ซื้อต้องเข้าๆออกๆหลายอุปกรณ์ หรือหลายหน้า กว่าจะทำการซื้อสินค้าได้สำเร็จ

#แนวทางแก้ไข

พยายามอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอาจใช้เครื่องมือเหล่านี้เข้าช่วย เช่น

– COLLECTION ADS
Collection Ads จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกดูสินค้าหรือฟีเจอร์ต่างๆ ได้หลายตัวพร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปยัง website แถมเมื่อลูกค้าคลิกไปที่สินค้าตัวไหน ก็จะนำลูกค้าไปสู่หน้าของสินค้านั้นๆ ได้โดยตรง ทำให้ง่ายต่อการซื้อและชำระเงิน

– SHOPPING ON INSTAGRAM
การแท็กสินค้าและราคาลงในโพสต์ได้ ช่วยให้การซื้อสินค้าใน IG ทำได้ง่ายขึ้น เพราะเพียงแค่ลูกค้าเห็นโพสต์ ก็สามารถแตะที่รูปเพื่อดูสินค้าที่ถูกแท็กอยู่ได้ และเค้าสามารถกดเลือกซื้อได้จากตรงนั้น รวมถึงไปยังขั้นตอนการจ่ายเงินได้ทันที โดยกระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นภายในแอพเดียว ไม่ต้องออกนอกแพลตฟอร์มให้เสียเวลา

– FACEBOOOK PIXEL AND SDK
การติด Facebook Pixel และ SDK จะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ และเลือกนำส่งโฆษณาที่มีความเกี่ยวเนื่องแก่คนที่มีแนวโน้มสนใจซื้อสินค้า/บริการของคุณได้มากขึ้น

2.3 Payment (การชำระเงิน)

Friction มักเกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคไม่สามารถชำระเงินได้ทันที หรือมีความยุ่งยากในการชำระเงิน

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– ทางเลือกในการชำระเงินมีจำกัด
– ระบบการชำระเงินไม่เหมาะสมกับการทำบนมือถือ
– ความไม่น่าเชื่อถือของระบบการชำระเงินออนไลน์

#แนวทางแก้ไข

พยายามให้ความยืดหยุ่นและทางเลือกในการชำระเงินแก่ลูกค้า

– CASH ON DELIVERY CTA
ใส่ CTA แสดงให้ลูกค้ารู้ว่าแบรนด์ของคุณมีบริการเก็บเงินปลายทางด้วยการใส่ Cash on Delivery CTA ในโฆษณาของคุณ

3. POST-PURCHASE STAGE

ขั้นนี้เป็นขั้นสุดท้ายของ consumer journey ซึ่งรวมทุก touch point หลังจากที่ลูกค้าซื้อสินค้าจากเราไป คือตั้งแต่การส่งสินค้า การให้บริการหลังการขาย ไปจนกระทั่งการซื้อซ้ำ

Friction ที่เกิดขึ้นในขั้นนี้ให้เราเข้าใจง่ายๆว่ามันหมายถึง pain point ทุกอย่างของผู้ซื้อ ที่เกิดขึ้นหลังจากเค้าซื้อสินค้าไปแล้ว ซึ่งจุดที่เกิด friction มักเกิดใน 3 ส่วนต่อไปนี้

3.1 Fulfillment

Friction จะเกิดขึ้นเมื่อสินค้า/บริการ หรือการขนส่งสินค้า ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าคาดหวังไว้

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– ขนส่งล่าช้า
– สินค้าจริงแตกต่างจากที่คิด / ไม่เหมือนในรูป / ไม่เหมือนที่สั่ง
– ไม่มีระบบติดตามสถานะการขนส่งสินค้า

#แนวทางแก้ไข

พยายามยกระดับประสบการณ์หลังการซื้อสินค้า เช่น

– แบรนด์ควรแน่ใจตั้งแต่ต้นว่าสินค้า/บริการที่นำเสนอในโฆษณาตรงกับความเป็นจริง พูดง่ายๆ คือ เราไม่ควรบิดเบือนข้อมูล หรือโฆษณาเกินจริง รวมถึงควรให้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจของลูกค้าด้วย
– ส่งสินค้าให้ตรงเวลา รวมถึงให้ข้อมูลในการติดตามสินค้าแก่ผู้ซื้ออย่างรวดเร็วและถูกต้อง
– มีความซื่อสัตย์ต่อนโยบายในการเปลี่ยนหรือคืนสินค้า
– หากคุณไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ตามกำหนด ควรแจ้งลูกค้าให้ทราบล่วงหน้า ไม่ควรให้เค้าเป็นฝ่ายมาทวงถาม

3.2 Support (การให้การสนับสนุน)

Friction มักเกิดขึ้นเมื่อไม่มีบริการหลังการขายที่เพียงพอและเหมาะสม รวมถึงไม่มีการรับฟังความคิดเห็นหลังซื้อ

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– มีปัญหาในการคืนหรือเปลี่ยนสินค้า
– ไม่มีช่องทางในการรับฟังความเห็นจากลูกค้า
– การดูแลลูกค้าล่าช้า
– ช่องทางในการเข้าถึงบริการหลังการขายมีอยู่อย่างจำกัด

#แนวทางแก้ไข

ใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยในการดูแลลูกค้าหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น เช่น

– MESSENGER FOR BUSINESS
ใช้ Facebook messenger คุยติดต่อกับลูกค้าโดยตรง เพื่อนำเสนอความช่วยเหลือ และรวบรวม feedback จากลูกค้า

3.3 Repurchase (การซื้อซ้ำ)

Friction มักเกิดขึ้นเมื่อแบรนด์ขาดการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าหลังจากที่ขายของไปแล้ว

Friction ที่พบบ่อย เช่น
– ไม่มีโปรแกรมในการดูแลลูกค้าเก่า
– ไม่มีการเชื่อมความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่า
– ไม่มีการวางแผน upsell/cross sale

#แนวทางแก้ไข

เชื่องโยงความสัมพันธ์ และกระตุ้นการซื้อซ้ำ ด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น

– DYNAMIC ADS : CROSS-SELL AND UPSELL CAMPAIGNS

ในที่นี้หมายถึงการใช้แคมเปญโฆษณาประเภท Dynamic Ads เข้ามาช่วยในการนำเสนอสินค้าหรือบริการอื่นๆที่มีความเกี่ยวเนื่อง กับลูกค้าเก่าแบบอัตโนมัติ โดยการนำเสนอสินค้าจะอ้างอิงจากประวัติการซื้อสินค้าเดิม โดย Facebook จะเลือกสินค้าที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติจากชุดสินค้าที่คุณเลือกให้แสดงในโฆษณา

ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าบนเว็บไซต์ของคุณชอบดู หรือ ชอบสั่งซื้อไม้กอล์ฟบ่อยๆ Facebook ก็จะเรียนรู้ที่จะขายถุงมือพ่วงไปด้วยเมื่อมีการขายไม้กอล์ฟ เป็นต้น
.

ทุกท่านคงจะพอเห็นภาพแล้วว่า friction นั้นเกิดได้แทบทุกจุดบน customer journey โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ผู้บริโภคคาดหวังประสบการณ์ที่ดีและรวดเร็วมากกว่ายุคไหนๆ

เรื่องหนทางในการแก้ไขปัญหา ผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องใช้เครื่องมือทุกตัวที่ Facebook เค้าแนะนำนะครับ

แต่อย่างน้อยที่สุด ผมอยากให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ ให้ความสำคัญกับมัน และกลับมาถามตัวเองกันดีๆ ว่าธุรกิจของเราจะปรับตัวอย่างไร เพื่อลด friction เหล่านี้ให้เหลือน้อยที่สุด และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของคุณ

ซึ่งแน่นอนว่า หนทางในการแก้ไขมันย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ธุรกิจ และมันคงไม่มีสูตรสำเร็จอะไรในการแก้ไข

สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะบอกคือ แค่คุณมองเห็นปัญหา แล้วไม่นิ่งเฉยกับมัน พยายามพัฒนาให้ดีขึ้น ผมว่านี่แหละ คือจุดที่จะทำให้ธุรกิจของคุณอยู่รอดได้แน่นอนไม่ว่า friction จะมีมากแค่ไหนก็ตาม

สุดท้ายขอทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้จาก Facebook ครับ

“The future belongs to businesses who remove friction for their customers”

ถ้าคุณสามารถสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้กับผู้บริโภคได้ อนาคตจะอยู่ในมือของคุณแน่นอน

มีประโยชน์ฝากช่วยแชร์ด้วยนะครับ #MaxideaStudio

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email

ประชาสัมพันธ์

สำหรับท่านใดที่อ่านบทความนี้แล้ว สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการทำโฆษณา Facebook Ads ต้องการพัฒนาความสามารถในการใช้โฆษณาเฟสบุคเพื่อเพิ่มยอดขาย และ สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ทางเรามีคลาสสอนทำโฆษณาเฟสบุ๊ค  “แบบกรุ๊ปขนาดเล็ก” เนื้อหาอัดแน่นตลอด 2 วันเต็ม

รอบการสอนถัดไป

•   วันพฤหัส-ศุกร์ ที่ 8-9 สิงหาคม 2562
•   เรียนกลุ่มละ 20 คน (เหลือ 5 ที่นั่ง)
•   สถานที่เรียน : Maxidea Co-Playing Space (ซอยลาดพร้าว 71)